เปิดเวบเมื่อ 03/02/2548
ปรับปรุงเวบเมื่อ 09/06/2561
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 349









จำหน่าย น้ำมันหล่อลื่นคาสตรอล, เชลล์, น้ำมันหล่อลื่นอุตสาหกรรม, น้ำมันหล่อลื่นยานยนต์, ทุกชนิด  

เครื่องพ่นน้ำยา, ใบมีดตัด, เครื่องกลั่น Solvent, คลอริเนเตท พาราฟิน, จาระบีอุตสาหกรรม,

เครื่องผสมน้ำยาอัติโนมัติ, ตู้อบลมร้อน, สีเซรามิคและสีในอุตสาหกรรมแก้ว, สารเคมีบำบัดน้ำเสีย 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-172-9054 , 092-561-6416

        

                                

บทความ
น้ำมันหล่อลื่น (อ่าน 10865/ตอบ 0)

             น้ำมันหล่อลื่น (Lubricating Oil) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม น้ำมันหล่อลื่นเป็นวัสดุหล่อลื่นที่มีลักษณะเป็นของเหลว โดยทั่วไปจะนำไปใช้หล่อลื่นชิ้นส่วนของเครื่องยนต์และเครื่องจักรกลที่มีลักษณะปิด เช่น ภายในห้องเพลาข้อเหวี่ยง ห้องเกียร์ และเฟืองท้าย เป็นต้น การผลิตน้ำมันหล่อลื่นเพื่อให้ได้น้ำมันหล่อลื่นสำเร็จรูปที่ทีคุณภาพดีและเหมาะสมกับการใช้งานสำหรับเครื่องยนต์และเครื่องจักรกลแต่ละชนิดนั้น ขั้นตอนในการผลิตน้ำมันหล่อลื่นจะแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน และขั้นตอนการผลิตน้ำมันหล่อลื่นสำเร็จรูปโดยการเติมสารเพิ่มคุณภาพต่างๆ ลงในน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน

          น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน (base oil) น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่มีใช้อยู่นั้น แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ น้ำมันพืชหรือสัตว์ น้ำมันแร่ และน้ำมันสังเคราะห์ โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้น้ำมันแร่นำมาผลิตเป็นน้ำมันหล่อลื่นสำเร็จรูป เพราะมีคุณภาพดีพอและราคาถูก ส่วนน้ำมันพืชหรือน้ำมันจากสัตว์และน้ำมันสังเคราะห์นั้นจะนำไปใช้ในงานที่ต้องการคุณสมบัติพิเศษๆ บางอย่างเท่านั้น ที่มาของแหล่งน้ำมันหล่อลื่นมีดังนี้คือ

          น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานจากพืชหรือสัตว์ (Vegetable or animal base oil) สมัยก่อนนิยมนำมาใช้ในงานหลายอย่าง ปัจจุบันมีการใช้น้อยมาก เนื่องจากน้ำมันจากพืชหรือสัตว์จะมีความคงตัวทางเคมีต่ำ เสื่อมสภาพได้งานในขณะใช้งาน เมื่อนำมาใช้จะต้องผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพ ทำให้ราคาแพงมาก ความนิยมจึงหมดไป แต่จะใช้เฉพาะในงานหล่อลื่นที่ต้องการคุณสมบัติพิเศษบางอย่างเท่านั้น ส่วนใหญ่มักใช้เป็นตัวเติมสำหรับเพิ่มคุณภาพให้น้ำมันหล่อลื่นที่ผลิตจากน้ำมันปิโตรเลียมเพื่อเพิ่มความลื่น และความสามารถในการผสมเข้ากับน้ำได้ เป็นต้น ตัวอย่างของน้ำมันพืชที่ถูกนำมาใช้ ได้แก่  น้ำมันละหุ่ง และน้ำมันปาล์ม ส่วนน้ำมันจากสัตว์ ได้แก่ น้ำมันหมู และน้ำมันปลา เป็นต้น

          น้ำมันหล่อลื่นพิ้นฐานจากปิโตรเลียมหรือน้ำมันแร่ (mineral base oil) เป็นน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่นิยมใช้มากที่สุด เนื่องจากมีคุณภาพดีและราคาถูก น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานชนิดนี้เป็นผลผลิตอันหนึ่งที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบในหอกลั่น ส่วนเบาที่มีจุดเดือดต่ำ ได้แก่ ก๊าซ แก๊ซโซลีน น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล จะระเหยเป็นไอออกมา ส่วนหนักที่มีจุดเดือดสูงจะไม่ระเหยเป็นไอและเหลืออยู่เป็นพวกน้ำมันเตา ไขและยางมะตอย ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานได้ น้ำมันแร่ที่ได้จากการเอาส่วนที่อยู่ก้นหอกลั่นบรรยากาศมาผ่านกระบวนการกลั่นภายใต้สุญญากาศ แยกเอาน้ำมันหล่อลื่นชนิดใสและชนิดข้นออกมา ที่เหลือเป็นกากก็สามารถนำไปผลิตยางมะตอยได้ ชนิดและปริมาณของน้ำมันแร่ที่แยกออกมาได้ขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำมันดิบที่นำมากลั่น น้ำมันดิบบางอย่างก็ไม่เหมาะที่จะนำมาผลิตน้ำมันแร่ น้ำมันแร่ที่ได้จากน้ำมันดิบพวกพาราฟินิกมักจะมีไขสูง จะต้องผ่านกระบวนการกำจัดเอาไขออก น้ำมันแร่ที่ได้จากการกลั่นแยกภายใต้สุญญากาศนี้ ปกติคุณภาพจะไม่ดีพอที่จะนำมาใช้ในการผลิตน้ำมันหล่อลื่นต้องผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อกำจัดเอาสารออก และเพื่อให้มีความอยู่ตัวเชิงเคมีและเชิงความร้อนที่ดีพอ

                น้ำมันแร่ที่นำมาใช้ทำน้ำมันหล่อลื่นมีทั้งข้นและใสหลายระดับ ซึ่งจะแบ่งออกเป็นหลายระดับตามความข้นใสได้คือ ดัชนีความข้นใสสูง (High viscosity index; HVI), ดัชนีความข้นใสปานกลาง (medium viscosity index ; MVI),ดัชนีความข้นใสต่ำ (low viscosity index ; LVI) ค่าดัชนีความข้นใสนั้นเป็นตัวเลขที่บ่งถึงความสามารถของน้ำมันในการรักษาระดับความข้นใสเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นหรือลดลง น้ำมันที่มีค่าดัชนีความข้นใสสูงเมื่อถูกทำให้ร้อนขึ้นก็จะใสตัวลงไม่มาก และหากทำให้เย็นลงจากเดิมก็จะข้นขึ้นไม่มากเช่นกัน ส่วนน้ำมันที่มีค่าดัชนีความข้นใสต่ำ เวลาเกิดความร้อนขึ้นก็จะใสลงมาก และเมื่อเวลาเย็นตัวจากเดิมก็จะข้นขึ้นมากเช่นกัน โดยทั่วไปน้ำมันแร่ที่เลือกเอามาผลิตน้ำมันหล่อลื่นจะใช้น้ำมันดิบฐานพาราฟินิก เพราะมีค่าดัชนีความข้นใสสูง ส่วนน้ำมันดิบฐานแนพธินิกซึ่งเป็นน้ำมันดิบที่มีแอสฟัลต์มากจะทำให้น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่มีค่าดัชนีความข้นใสปานกลางและต่ำ

                น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานจากปิโตรเลียมนั้นสามารถแยกคุณสมบัติได้ 3 พื้นฐาน ซึ่งขึ้นอยู่กับฐานของน้ำมันปิโตรเลียมที่นำมาใช้เป็นน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานดังนี้

1.       น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานจากน้ำมันดิบฐานพาราฟินิก (paraffinic base oil) น้ำมันดิบฐานพาราฟินิกเป็นน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่มีสารประกอบพวกไฮโดรคาร์บอน ซึ่งมีคุณสมบัติดังนี้

-           มีจุดวาบไฟสูง

-           มีการระเหยตัวต่ำ

-           รักษาคุณสมบัติทางเคมีไว้ได้ดี

-           จุดไหลเทสูง

-           มีความถ่วงจำเพาะต่ำ

-           มีคุณสมบัติหล่อลื่นได้ดี

-           เกิดไขได้ดี

-           มีค่าดัชนีความข้นใสสูง

-           ถ้าเผาไหม้จะให้เขม่าแข็ง แต่หลุดร่อนได้ง่าย

-           โมเลกุลของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนยึดเกาะกันเหนี่ยวแน่น ทำให้ฟิล์มน้ำมันแตกตัวได้ยาก

-           มีความต้านทานการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนได้ดี

-           ฟิล์มน้ำมันเหนียวและแข็งแรง

2.       น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานจากน้ำมันดิบฐานแนพธินิก (naphthenic base oil) น้ำมันดิบฐานแนพธินิกเป็นน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่ทีสารประกอบพวกไฮโรคาร์บอน ซึ่งมีคุฯสมบัติดังนี้

-           มีจุดวาบไฟสูง

-           มีการระเหยตัวต่ำ

-           รักษาคุณสมบัติโครงสร้างทางเคมีได้ดีพอสมควร

-           จุดไหลเทสูง

-           มีความถ่วงจำเพาะสูงและรวมตัวกันได้ดี

-           มีคุณสมบัติหล่อลื่นต่ำ

-           มีค่าดัชนีความข้นใสต่ำ

-           เมื่อเผาไหม้จะให้เขม่าที่อ่อนตัว

-           การยึดเกาะโมเลกุลของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนดีเป็นบางส่วน

-           มีความต้านทานการเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนต่ำ

3.       น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานจากน้ำมันดิบฐานอะโรแมติก (aromatic base oil) น้ำมันดิบฐานอะโรแมติกเป็นน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่ประกอบด้วยสารพวกไฮโดรคาร์บอน ซึ่งมีคุณสมบัติดังนี้

-           มีค่าดัชนีความข้นใสต่ำ

-           มีจุดไหลเทต่ำมาก

-           ไม่มีไข

-           คุณสมบัติทางการหล่อลื่นไม่ดี

-           โครงสร้างการจับตัวระหว่างคาร์บอนกับไฮโดเจนมาเสถียร

-           คุณสมบัติในการต้านทานการเกิดปฎิกิริยากับออกซิเจนต่ำ

-           ไม่รักษาคุณสมบัติทางเคมีให้แน่นอน

-           มีความถ่วงจำเพาะสูง

4.       น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานจากน้ำมันสังเคราะห์ (synthetic base oil) เป็นน้ำมันที่สังเคราะห์ขึ้นด้วยกระบวนการทางเคมี วัสดุที่นำมาสังเคราะห์มักนำมาจากน้ำมันปิโตรเลียม ส่วนใหญ่ใช้เป็นน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานในงานพิเศษเฉพาะที่ต้องการคุณสมบัติพิเศษ ในด้านดัชนีความข้นใสสูง จุดไหลเทต่ำ และมีการระเหยต่ำ เป็นต้น น้ำมันสังเคราะห์ที่ใช้กันมากมีอยู่หลายชนิด และมีราคาค่อนข้างแพงมาก ตัวอย่างของน้ำมันสังเคราะห์ที่นิยมใช้กันมากมีดังวนี้คือ

-           พวกโพลีแอลฟาโอลิอิน (Polyalphaolefin ; PAO) เป็นสารที่มีค่าดัชนีความข้นใสสูงมาก มีจุดไหลเทต่ำ การระเหยตัวต่ำ และมีความต้านทานต่อปฎิกิริยาออกซิเดชั่นดี ปัจจุบันเรื่มนิยมใช้กันมากขึ้นเพราะราคาถูกลงและสามารถผลิตได้ง่าย

-           พวกเอสเทอร์ (ester) ไดเอสเทอร์ (diester) และคอมเพล็กซ์เอสเทอร์ (complex ester) เป็นสารที่มีค่าดัชนีความข้นใสสูงมาก มีการระเหยตัวต่ำ และมีความอยู่ตัวดี ใช้เป็นน้ำมันพื้นฐานในงานที่ต้องทำงานกับสภาวะที่อุณหภูมิมีการเปลี่ยนแปลงมากๆ เช่น น้ำมันเทอร์ไบน์ของเครื่องบินไอพ่น  นอกจากนี้พวกฟอสเฟสเอสเทอร์ (phosphate ester) ก็ยังใช้ทำพวกน้ำมันไฮโดรลิกที่ไม่ติดไฟ หรือที่เรียกกันว่าน้ำมันทนไฟ

-           พวกโพลีไกลคอล (Polyglycol) เป็นสารที่มีจุดเดือดสูงและจุดไหลเทต่ำ นิยมใช้ในงานที่มีอุณหภูมิสูง เช่น ใช้ทำน้ำมันเบรก และน้ำมันไฮโดรลิกที่ไม่ติดไฟ เป็นต้น

-           พวกซิลิโคน (silicone) ใช้เป็นน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานในงานที่ต้องใช้อุณหภูมิสูงๆ

-           พวกฮาโลจีเนตไฮโรคาร์บอน (halogenated hydrocarbon) เช่น คลอโรฟลูโอคาร์บอน (chlorofluorocarbons) หรือสารซีเอฟซี (CFC) ใช้ทำน้ำมันสำหรับเครื่องอัดออกซิเจน เพราะมีความอยู่ตัวทางเคมีและความอยู่ตัวเชิงความร้อนดีมาก

-           พวกโพลีเฟนนิลอีเทอร์ (polyphenyl ether) เป็นสารที่ใช้ในงานที่มีอุณหภูมิสูงมากถึง 800 องศาเซลเซียล เช่น น้ำมันไฮดรลิกในยานอวกาศ เนื่องจากมีความอยู่ตัวเชิงความร้อนสูงมาก และมีความสามารถในการต้านทานต่อรังสีนิวเคลียร์ได้ด้วย

การผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน

           ดังที่กล่าวมาแล้วว่า น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานเป็นส่วนที่แยกจากหอกลั่นน้ำมันดิบ(หอกลั่นบรรยากาศ) แล้วนำมากลั่นต่อในหอกลั่นสุญญากาศ หลังจากนั้นจึงทำให้น้ำมันหล่อลื่นมีความบริสุทธิ์และมีคุณภาพดีขึ้นด้วยการแยกส่วนที่ไม่ต้องการออก โดยผ่านกระบวนการต่างๆ ซึ่งอาจจะต่อเนื่องกันหรือไม่ก็ได้ กระบวนการต่างๆ มีดังนี้

  1. การกลั่น (distillation) ในหอกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีการแยกผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงต่างๆ ออกด้วยหอกลั่นบรรยากาศ ส่วนในโรงกลั่นน้ำมันหล่อลื่นจะนำส่วนที่เหลือนี้ไปผ่านหอกลั่นสุญญากาศ เพื่อที่จะทำให้ส่วนหนักๆ ที่เป็นน้ำมันหล่อลื่นระเหยตัวแล้วกลั่นออกไปได้
  2. การสกัดด้วนตัวทำละลาย (solvent extraction) คือการกำจัดสารจำพวกอะโรมาติกด้วยตัวทำละลาย โดยมากใช้ฟีนอล (phenol; C6H5OH) เพื่อทำให้น้ำมันมีค่าดัชนีคสามข้นใสสูงขึ้น สีสดใสขึ้นและไม่เกิดการรวมตัวกับออกซิเจน
  3. ไฮโดรไฟนิ่ง (hydrofining) คือกรรมวิธีการเติมไฮโดรเจนสำหรับเปลี่ยนแปลงรูปโมเลกุลของสารประกอบของกำมะถัน ไนโตรเจน กรด และสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ไม่อิ่มตัวเพื่อทำให้น้ำมันหล่อลื่นมีสีสวยขึ้น สีคงตัวได้นาน เขม่าลดลง และมีอายุการใช้งานยาวนาน
  4. การแยกไขออก (dewaxing) เพื่อให้มีจุดไหลเท (pour point) ต่ำ สามารถใช้งานในบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำหรือใช้ในฤดูหนาวได้ดี
  5. การแยกแอสฟัลต์ (asphalt separator) คืกการแยกเอาสารจำพวกยางมะตอยออกจากน้ำมันหล่อลื่นส่วนหนักๆ

             น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการที่จะทำให้บริสุทธิ์ทุกๆ กระบวนการ ทั้งนี้แล้วแต่ชนิดของน้ำมันดิบที่จะนำมากลั่น และขึ้นอยู่กับงานที่ต้องนำไปใช้เป็นสำคัญ

เสนอความคิดเห็น
รายละเอียด : *
Fun & Emotion Icon Click here for more.
ชื่อ : *
อีเมล์ :
* กรุณากรอกตัวเลขและตัวอักษรให้ถูกต้อง